คลิ๊กที่นี้ เพื่อปิด 
พฤหัสบดี, 20 มิถุนายน 2013
Decrease font size Reset font size Increase font size
หน้าหลัก > ข่าวสาร > สถานะการณ์โลกอิสลาม > สนธิสัญญาสันติภาพ ( แคมป์เดวิด ) 2
PDF พิมพ์ อีเมล
สรุปข่าวโลกอิสลาม - สถานการณ์โลกอิสลาม

สนธิสัญญาสันติภาพ ( แคมป์เดวิด ) 2

         การบุกรุกสถานทูตอิสราเอล ประจำกรุงไคโร ณ ประเทศอียิปต์ คือความชัดเจนระดับหนึ่งต่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างอียิปต์กับอิสราเอลนับตั้งแต่เกิดการลุกฮือปฏิวัติประชาชน

 บางคนอาจมองว่า เป็นความตกต่ำในอียิปต์ และอีกหลายคนอาจมองว่า เป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าและเป็นความล้มเหลวต่อการรักษาความปลอดภัยสถานทูตต่างชาติในอียิปต์ กระทั้งคนภายนอกอาจเห็นว่า อียิปต์ยังอยู่ในสภาพไร้ขื่อแป อันทีจริงความชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอียิปต์กับต่างประเทศเกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว นับตั้งแต่ ประธานาธิปดี อันวา ซาดัต ลงนามข้อตกลงสันติภาพ(แคมป์เดวิด)กับยิวไซออนิสต์ ในปี ค.ศ 1979 ซึ่งเป็นข้อตกลงผูกมัดอียิปต์ ทำให้อิสราเอลสนุกครื้นเครงกับการลอบฆ่าทหารตำรวจในคาบสมุทรแหลมซีไน และนักวิชาการศาสนาของอียิปต์ในต่างประเทศ ตลอดจนปฏิบัติการสังหารชาวปาเลสไตน์และเลบานอน และชาวอียิปต์ยังคงถูกโซ่ตรวนล่ามและถูกปราบปรามมาหลายสิบปีจากหน่วยรักษาความมั่นคงภายในประเทศ จนในที่สุดเกิดการลุกฮือปฏิวัติประชาชนเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ 2554 สามารถทำลายอำนาจทุกอย่างในอียิปต์

 

        ส่วนใหญ่หนังสือพิมพ์ได้ลงบทความวิพากษ์วิจารณ์และแถลงการณ์ประณามการบุกรุกสถานทูตอิสราเอล ประจำกรุงไคโร และให้ระมัดระวังความร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และผลของการปฏิวัติประชาชนในวันข้างหน้าด้วย แต่สิ่งที่สะท้อนจากเหตุการณ์นี้เป็นด้านบวกมากกว่าด้านลบ เพราะว่าการบุกรุกสถานทูตอิสราเอล ณ กรุงไคโร ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ฉายภาพไปที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนในปาเลสไตน์ การปฏิเสธข้อตกลงและมติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนการเข่นฆ่ามุสลิมผู้บริสุทธิ์ของอิสราเอล

      เราได้เห็นหัวข้อข่าวการฆ่าชาวปาเลสไตน์ในหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกวัน เหมือนกับเห็นหัวข้อข่าวเศษรฐกิจ ศิลปะ บันเทิงทั่วไป ไม่คิดหรือว่าเราได้รับความเจ็บปวดขณะอ่านข่าวการเสียชีวิตของพี่น้องเราจากการโจมตีของอิสราเอล จนเหตุการณ์อย่างนี้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่มีใครสนใจ กระทั้งผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วโลก สมควรร้องขอความเห็นใจต่อกรณีดังกล่าว แต่กับเรื่องการบุกรุกสถานทูตอิสราเอล ณ กรุงไคโร พวกเหล่านี้กับแผดเสียงร้องขอความเห็นใจ !?

     สิ่งที่เกิดขึ้น คือสิ่งที่น่าภาคภูมิใจแก่มุสลิมทุกคน เพราะเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติไม่มีใครสนับสนุนและไม่มีฝ่ายใดร้องขอ เป็นความรู้สึกโดยสัญชาติญาณผลักดันคนหนุ่มสาวอียิปต์มาร่วมชุมนุมรอบสถานทูตอิสราเอล ณ กรุงไคโรนานนับชั่วโมง แล้วบุกเข้าสถานทูต เพื่อถอนธงชาติอิสราเอล เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วขณะและไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อวันวาน แต่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมานานแล้ว เริ่มตั้งแต่อิสราเอลเข่นฆ่าเด็กและสตรีปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา แล้วเผาพวกเขาด้วยระเบิดเพลิงอย่างเลือดเย็น ตลอดจนสังหารหมู่เหยื่อผู้บริสุทธิ์ทั้งเด็กและสตรีปาเลสไตน์นับร้อยศพที่พักอาศัยอยู่ในค่ายพักขององค์การสหประชาชาติ ที่กอนา บรรดาผู้นำโลกน่าจะเห็นชาวปาเลสไตน์ถูกเผาด้วยฟอสฟอรัส เช่นเดียวกับการเห็นคนหนุ่มสาวอียิปต์จุดไฟเผาสถานทูตอิสราเอล ณ กรุงไคโร !

     พวกเขาคือคนหนุ่มสาวอียิปต์ได้เห็นสิ่งน่ากลัวที่เกิดกับพี่น้องปาเลสไตน์ถูกฆ่าถูกเผาและถูกสังหารหมู่ พวกเขาเห็นในสิ่งโลกตะวันตกไม่เคยเห็น พวกเขาได้ยินในสิ่งที่โลกตะวันตกไม่เคยได้ยิน พวกเขาอยู่กับความรู้สึกที่โลกตะวันตกไม่เคยรู้สึก สมควรต้องส่งเสียงร้องให้ชาวโลกรู้ว่ามาตรการต่างๆไม่มีความหมาย และต้องทำให้ชาวโลกได้ยินความต้องการของชาวปาเลสไตน์ และทำให้ชาวโลกได้เห็นการก่ออาชญากรรมอย่างน่าสยดสยองของอิสราเอลทั้งวันทั้งคืนในปาเลสไตน์ และเหตุการณ์ครั้งนี้เพื่อเปิดเผยให้โลกตะวันตกได้รู้ว่าเรามิได้นอนหลับทับความไม่เป็นธรรม วันนี้หรือวันหน้าอิสราเอลต้องจ่ายราคาของการละเมิดกฎหมาย ข้อตกลง และสนธิสัญญา หวังว่าสหรัฐฯใช้สิทธิวีโต้คำร้องขอเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติลำดับที่ 194 ของปาเลสไตน์ จะเป็นเครื่องเตือนใจให้คิดถึงเหตุการณ์ในอนาคต เพราะเท่ากับสร้างความตรึงเครียดและการหลั่งเลือดนั้นเอง

     บางทีโลกตะวันตกส่วนใหญ่อาจไม่เห็นด้วยต่อเหตุการณ์การบุกสถานทูตอิสราเอล ณ กรุงไคโร แต่สุดท้ายการไม่เห็นด้วยอาจจะหมดไป หากเหล่ารัฐบาลกลุ่มโลกอาหรับใช้เหตุการณ์นี้ให้เกิดประโยชน์ทางการทูตในการให้ข้อมูลความไม่ยุติธรรมและการละเมิดสิทธิประชาติอิสลามอย่างต่อเนื่องของอิสราเอล และหากสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในกรุงไคโร บางที่อาจเกิดขึ้นได้ในจอร์แดนและตูนีเซีย และอาจเกิดขึ้นได้อีกในหลายประเทศ พักดันบรรดามุสลิมร่วมมือกับชาวอียิปต์ในทุกเมืองหลวงของชาติอาหรับและอิสลาม ให้เกิดอารมณ์เดือดพล่านกลายเป็นพายุที่รุนแรงที่สุด จนไม่มีใครสามารถหยุดพายุลูกนี้ได้ และไม่มีคนใดซ่อนความกระหายที่จะมาร่วมชุมชุม ณ สถานทูต !!        

    และการชุมนุมครั้งนี้อาจเป็นเชื้อเพลิงโหมให้ผู้ที่อยู่ในฐานะบริหารประเทศต้องมีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงข้อตกลงแคมป์เดวิดและยกเลิกข้อตกลงขายก๊าซธรรมชาติที่ต่ำกว่าราคาตลาดโลกให้แก่อิสราเอลเป็นเวลา 20 ปี
ในสมัยอดีตประธานาธิปดี ฮุสนี มุบาร๊อก

 

    เก็บความและนำมาพิมพ์จากเรื่อง اقتحام السفارة ........كسر أصفاد كامب ديفيد   

     ใน www. islammemo.cc  โดย อ.จรวด นิมา

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช