|
|
|
|
“และผู้ใดที่อัลเลาะห์ทรงชี้นำทาง ดังนั้นก็ไม่มีผู้ใดจะทำให้เขาหลงทางได้ อัลเลาะห์มิใช่เป็นผู้ทรงอำนาจผู้ทรงตอบโต้อย่างเด็ดขาดดอกหรือ” 37 : 39
ชื่อ : ธรัฐ อ้นทิม ชื่ออาหรับ : ชะฮีด
เกิดวันที่ 10 สิงหาคม 2531 ปัจจุบันอายุ 23 ปี เป็นบุตรคนโต มีน้องสาวคนเล็กหนึ่งคน สมาชิกในบ้านเป็นชาวพุทธทั้งหมด ปัจจุบันกำลังศึกษา อยู่ที่คณะนิเทศ-ศิลป์ มหาวิทยาลัย อัสสัมชัญ ( abac )
เส้นทางเข้าสู่อิสลาม : ผมคุ้นเคยกับอิสลามมาตั้งแต่ยังเด็ก เนื่องจากถิ่นกำเนิดได้อยู่ในแถบที่มีพี่น้องมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ผมคุ้นเคยกับเสียงอะซานในเวลาซุบฮฺตั้งแต่เด็ก เพราะผมต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเรียนที่ ร.ร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้เริ่มสนใจว่าพระผู้เป็นเจ้าคือใคร ?
ผมศึกษาที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนมาเป็นเวลา 12 ปีเต็ม ร.ร.นี้เป็น ร.ร. คริสต์ นิกายโปรแตสแตนท์ เค้าจึงใคร่ที่จะเผยแพร่ศาสนาให้เด็กต่างศาสนาได้เรียนรู้อย่างเต็มใจ โดยเป็นวิชาที่มีอาจารย์ที่มีความรู้ทางศาสนามาสอน ทุกๆอาทิตย์ อาทิตย์ล่ะ 1 คาบเรียน ซึ่งจะต่างกับ รร. ในนิกาย โรมัน-คาทอลิค ที่จะแยกเด็กคริสต์และเด็กศาสนิกอื่นออกจากกันอย่างชัดเจน
ผมเริ่มเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง และพระองค์ทรงรู้ถึงจิตใจของเราตั้งแต่ผมอยู่ชั้นประถม 4 ซึ่งทุกๆปีทาง รร.จะจัดให้มีวันหนึ่ง ที่เรียกว่าเป็นวันเปิดใจรับพระเยซูคริสต์ เข้ามาในชีวิต และผมก็ได้เข้าไปเปิดใจรับมาสองครั้งสองครา แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะเมื่อผมกลับมาบ้าน ผมบอกแม่ผมว่า ผมเป็นคริสต์แล้ว แม่ก็จะต่อว่าผม ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจ จนสุดท้ายผมก็หลงลืม จึงยังไม่มีโอกาสได้ไปร่วมพิธีในโบสถ์สักครั้ง นั่นคงเป็นกำหนดที่ยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างแน่นอน....
หลังจากนั้นพอเข้าวัยคะนอง ผมเริ่มลืมพระผู้เป็นเจ้า เพราะด้วยความที่ทางบ้านเป็นพุทธ (แต่ไม่ได้เคร่งครัดมากนัก) ผมต้องร่วมพิธีทางศาสนาบ้างในบางครั้ง แต่ส่วนมากผมก็ไม่ได้ไปร่วมเพราะผมติดเพื่อน และเพศตรงข้าม ตามประสาวัยรุ่น อยากรู้ อยากลอง ของสังคมสมัยนี้ที่ยังไม่มีศาสนามาเป็นเกราะกำบัง ในที่สุดผมก็จักกับยาเสพติดต่างๆ และผมเริ่มใช้มันบ่อยขึ้น จนถึงต้องใช้มันทุกๆวัน
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตผมน่าเกลียดที่สุด ผมไม่ยอมเอ็นทรานซ์เพราะขี้เกลียด ซึ่งตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันเป็นเหตุผลที่ไร้สาระมาก ผมกำลังจมดิ่งสู่ความเลวร้าย ผมแอบนำยาเสพติดมาไว้ในบ้าน จนพ่อแม่จับได้หลายครั้งหลายคราแต่ผมก็ยังไม่เลิก ซึ่งก็ทำให้ท่านทั้งสองเสียใจมาก จนไม่พูดกับผมเป็นเดือนๆ ผมดำเนินชีวิตอยู่ในวังวนแบบนี้ตั้งแต่ผมเรียนอยู่ชั้น ม.5 จนเข้ามหาลัย ผมก็ยังไม่เลิก แถมยังจะหนักข้อขึ้นทุกวัน และยังมีเรื่องผู้หญิงมาเกี่ยวข้อง ทำให้ผมเรียนได้แย่มาก ซึ่งก็ทำความลำบากใจให้แก่พ่อแม่เหมือนเดิม จนผมมาได้พบกับ อุมัร ซึ่งในตอนที่รู้จักกันแรกๆนั้น เค้าก็เป็นคนที่ใช้ชีวิตเสเพลเช่นเดียวกันกับผม เราจึงสนิทกันอย่างรวดเร็ว และชักชวนกันใช้ยาเสพติดอย่างสนุกสนาน จนมาวันหนึ่งเราก็จากกันไป ซึ่งผมยังใช้ชีวิตจมอยู่ในวังวนเดิมๆ
มาถึงวันหนึ่งผมได้ชมสารคดีทางช่อง National Geographic รายการ Inside Islam ซึ่งทำให้ผมน้ำตาซึม และกลับมาคิดถึงพระผู้เป็นเจ้าอีกครั้ง รายการเจาะลึกไปถึงหลักศรัทธา 6 ประการ ณ ตอนนั้นผมเริ่มสนใจกับอิสลามมากขึ้น ประจวบกับผมมีอาสะใภ้เป็นมุสลิมะห์ ผมจึงไปขอยืมหนังสือจากอาสะใภ้มาศึกษา จากนั้นผมมีความมุ่งมั่นที่จะเข้ารับอิสลามให้ได้ แต่ไม่รู้ว่าเมือไหร่เท่านั้นเอง ช่วงนี้ผมเริ่มจะไม่ดื่มเหล้า ส่วนเรื่องทานหมูนั้น เหมือนเป็นเรื่องแปลกที่ผมไม่ชอบทานหมูมาตั้งแต่เล็กอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยมีปัญหาแต่อย่างใด เหมือนกับเรื่องขลิบหนังปลายอวัยวะเพศที่ผมได้ขลิบมาตั้งแต่กำเนิดแล้ว
ช่วงแรกที่ผมศึกษาอิสลามและฝึกฝนที่จะเป็นมุสลิมอยู่นั้น เพื่อนๆในกลุ่มเริ่มหาว่าผมเพี้ยนบ้าง หรือเมาเยอะไปจึงเลอะเลือน และต่อว่า ล้อเลียนต่างๆนาๆ เขาคิดกันว่าอีกสองสามวันผมก็คงจะเลิกสนใจอิสลาม แต่กลับกัน นั้นเป็นแรงกระตุ้นให้ผมที่ทำให้อยากรู้จักอิสลามมากขึ้น ผมเริ่มอ่านจากหนังสือ(ของอาสะใภ้) จากเว็ปไซต์ศาสนา ถามจากเพื่อนมุสลิม และลองถือศีลอดในเดือนรอมฏอน ถึงจะไม่สมบูรณ์เท่าใดนัก แต่ก็ทำให้ผมรู้สึกดี
เวลาผ่านล่วงเลยไปเกือบ 1 ปี ผมก็ยังปฏิบัติตัวฝึกฝนที่จะเป็นมุสลิมอยู่ และได้แต่หวังว่าผมจะได้กล่าวปฏิญาณตนหลังจากเรียนจบสักวันหนึ่ง จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์สำคัญที่ได้เปลี่ยนผมให้มาอยู่ในหนทางแห่งสัจจะธรรม ในตอนช่วงนี้ผมทราบว่า อุมัร ได้เข้ารับอิสลามแล้ว แต่ก็ยังติดต่อเขาไม่ได้
ผมได้ไปทำงานประจำครั้งแรก เกี่ยวกับสิ่งเรียนมา ด้วยความที่ประสบการณ์ยังด้อย ทำให้ผมถูกกดดันจากเพื่อนร่วมงาน และถูกกดขี่จากนายจ้าง ทำให้ผมท้อแท้และหมดกำลังใจเป็นอย่างมาก แต่ผมก็ยังคิดได้ว่าเป็นบททดสอบจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างแน่นอน ( เกิดการเรียนรู้ในอิสลามที่ผ่านมา ) และในวันหนึ่ง ผมต้องแอบมาร้องไห้เพราะไม่ไหวกับการทำงานร่วมกับคนเห็นแก่ตัว และใช้อำนาจอย่างลืมตัว ทำให้ผมอดไม่ไหวที่สื่อสารกับพระผู้เป็นเจ้า โดยการขอจากท่านในใจว่า “ผมไม่ไหวแล้ว ผมอยากหลุดจากวังวนเดิมๆ ผมอยากเป็นมุสลิมอย่างแท้จริง” หลังจากนั้นเพียงสองวันผมก็ได้เจอกับอุมัร ผู้ซึ่งผมไม่ได้เจอกับเขามานานนับปี อย่างเหลือเชื่อ ผมถามเขาทันทีว่าเป็นมุสลิมแล้วใช่ไหม เขาพยักหน้า ผมไม่รอช้าบอกเขาทันทีว่าผมสนใจและศึกษาอิสลามมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้กล่าวปฏิญาณตนเพราะยังไม่พร้อม เขาบอกผมว่านี้เป็นโอกาสดีแล้วที่ได้กล่าว เพราะถ้าผมตายไปก่อนจะได้กล่าว ชะฮาดะห์ ผมจะเสียโอกาสทันที ผมคุยกับอุมัรสักพักก็ตัดสินใจบอกอุมัรว่าผมตัดสินใจเข้ารับอิสลามเดี๋ยวนี้เลย และผมจึงได้กล่าวปฏิญาณตนโดยมีเพื่อนคนนี้เป็นพยานให้ผม.....
พ่อแม่ผมที่ตอนแรกออกจะไม่ชอบใจด้วยซ้ำเพราะผมเป็นลูกชายคนเดียว ทางทัศนะคติชาวพุทธก็หวังจะให้ลูกชายได้บวชเรียนทดแทนบุญคุณ ซึ่งผมก็ถูกคาดหวังไว้เช่นนั้น แต่หลังจากได้รับอิสลามแล้ว การเรียนและการปฏิบัติตัวของผมดีขึ้นอย่างมาก จนหลายๆคนเริ่มเห็นในความเปลี่ยนแปลงรวมถึงพ่อแม่ของผม ตอนนี้พ่อผมเองเป็นผู้ขับรถมาส่งเรียนที่สถาบันนักศึกษาผู้ใหญ่ธรรมอิสลาม (ศูนย์กลางอิสลามฯ) มีการยอมรับในตัวผม (ซึ่งผมก็ดุอาอฺต่อพระเจ้าให้ท่านทั้งสองได้ยอมรับในอิสลามเช่นเดียวกับผม) ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้อยู่ในศาสนาที่แท้จริงของพระเจ้าผมรู้สึกปลาบปลื้มที่ได้กล่าวตักบีรและผมรู้สึกดีเสมอเวลาผมได้สุญูต่อพระเจ้าผมจะน้ำตาคลอเบ้าและขนลุกเสมอเวลาเดินจากบ้านไปละหมาดที่มัสยิตซึ่งทั้งหมดก็นับว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าโดยทั้งสิ้นที่ทรงชี้ทางนำให้กับบ่าวที่อ่อนแออย่างผมอัลฮัมดุลิลาฮุ
|
| สมัครสมาชิก |
| เข้าสู่ระบบ |
| แก้ไขข้อมูลส่วนตัว |
| ค้าหาข้อมูล |